รายละเอียด
การป่วยจากความร้อน และ โรคลมร้อน จากการออกกำลัง
ระบาดวิทยาและองค์ความรู้ใหม่ในการควบคุมป้องกันโรค

พ.อ.ผศ.นพ.ราม รังสินธุ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ทหารและชุมชน
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า


การป่วยจากความร้อน (heat illness) เป็นกลุ่มโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคลมร้อน (heat stroke) ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มดังกล่าวที่มีอัตราตายสูงมาก โดยโรคลมร้อน (heat stroke) ซึ่งเป็นโรคที่รุนแรงโดยมีอุณหภูมิแกนกายสูงกว่า 40◦C และมีความผิดปกตของระบบประสาทส่วนกลางเช่น การพูดจาสับสน ชัก หรือถึงขั้นหมดสติ โดยสามารถจำแนกโรคลมร้อนตามลักษณะการเกิดโรคได้เป็น 2 กลุ่มคือ classical heat stroke ทีเกิดในผู้สูงอายุที่ได้รับผลจากคลื่นความร้อนในสภาพอากาศ ซึ่งมีอุณภูมิสูงกว่า 32.2◦C เป็นเวลามากกว่า 3 วันต่อเนื่องกัน ที่ส่งผลให้ไม่สามารถระบายความร้อนภายในร่างกายได้ทัน และ Exertional heat stroke ที่เกิดในกลุ่มประชากรอายุที่น้อยกว่าที่มีการออกกำลังอย่างหนักในสภาะอากาศที่ร้อนจัด{Knochel, 1987 #241} {Bouchama, 2002 #198}
โรคในกลุ่มการป่วยจากความร้อนนั้น ประกอบไปด้วยโรคหลายประเภท ที่สำคัญได้แก่ heat exhaustion
ทุกเดือนเมษายนของทุกปี กระทรวงกลาโหมจัดให้มีการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ โดยชายไทยที่ส่วนใหญ่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ประมาณ 60,000 – 100,000 คน โดยได้รับการคัดเลือกมาเป็นทหารกองประจำการจากการสมัครหรือการจับฉลาก ซึ่งจะมีการเรียกพลครึ่งหนึ่งเข้ารับราชการ ในหน่วยทหารทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคม อีกครึ่งหนึ่งจะเรียกในเดือนพฤศจิกายน ของปีนั้น
เยาวชนชายไทยที่สมบูรณ์แข็งแรงเหล่านั้น จะได้รับการฝึกทหารใหม่เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ จากหน่วยฝึกทหารใหม่ ซึ่งสำหรับกองทัพบกจะมีกว่า 300 หน่วยซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในการฝึกทหารเบื้องต้นในช่วงเวลาดังกล่าว ทหารกองประจำการใหม่จะความเสี่ยงต่อโรคๆหนึ่ง ที่เกิดจากการฝึกที่ทำให้มีการเสียชีวิตเกือบทุกปี ได้แก่ โรคลมร้อน หรือ Heat Stroke


ภาพที่ 1 จำนวนการป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมร้อนในการฝึกทหารกองประจำการ (ที่มา: กรมแพทย์ทหารบก)
โดยจากภาพที่ 1 เป็นข้อมูลของการป่วยและการเสียชีวิตจากโรคลมร้อน ที่ทางกรมแพทย์ทหารบกได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง
Exertional heat illness (EHI) การป่วยจากความร้อนจากการออกกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Exertional heat stroke (EHS) โรคลมร้อนจากการออกกำลัง นั้น เป็นปัญหาทางด้านสุขภาพที่อาจรุนแรง ส่งผลต่อการเสียชีวิต ที่สำคัญในการฝึกทหารโดยเฉพาะในช่วงการฝึกทหารใหม่ และการเล่นกีฬาอย่างหนักของนักกีฬา จากการศึกษาในสัตว์มดลองและมนุษย์พบว่า การให้การรักษาโรคลมร้อนที่ล่าช้าหรือการไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม จะนำไปสู่การทำลายอวัยวะซึ่งจะมีการทำลายที่ต่อเนื่องไปเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แม้จะมีอาการที่ดีขึ้นแล้วก็ตาม ซึ่งกลไกการทำลายอวัยวะต่างๆนี้จะหยุดลงหรือไม่หากได้รับการรักษาที่รวดเร็วนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ในการศึกษาจากการฝึกทหารในต่างประเทศพบว่า การเกิดการป่วยจากความร้อนจากการฝึกทหารไม่สามารถทำนายหรืออธิบาย การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในการฝึกในห้วงต่อไปได้ และที่สำคัญอย่างยิ่ง การเกิดการป่วยจากความร้อน มีผลกระทบน้อยมากต่อการคงสภาพทหารและการเข้ารับการรักษาพยาบาลในอนาคต แม้ว่าการศึกษาทางด้านระบาดวิทยา ในทหารในต่างประเทศเร็วๆนี้จะพบว่า การเกิดการป่วยจากความร้อน จะเพิ่มอัตราตายในอนาคตจากการเกิดภาะอวัยวะล้มเหลว แต่ ระยะเวลา และชนิดของการรักษาสำหรับโรคลมร้อนนั้นไม่ได้รับการพิจารณา ทั้งหมดนี่จึงเป็นการเน้นความสำคัญต่อการอธิบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องของคำแนะนำการรักษาในการศึกษาต่างๆ ในอนาคต ของ การป่วยจากความร้อน เพื่อที่จะกำหนดการฟื้นสภาพของผู้ป่วยที่ถูกต้องเหมะสม และการกำหนดผลของความร้อนจากการออกกำลังในเนื่อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้นการศึกษาต่างๆ ในอนาคตต้องเน้นไปสู่ปัจจัยเสี่ยงในระยะยาวจากการเกิดการป่วยจากความร้อนต่างๆ รวมถึง ischemia oxidative หรือ nitrosative stress
จากการมีโอกาสของการทำลายเนื้อเยื่อของ โรคลมร้อน จึงทำให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อการพิจารณาการ ให้กลับไปปฏิบัติงานของทหารหรือการกลับไปเล่นกีฬาของนักกีฬา คำแนะนำในปัจจุบันมาจากการคาดเดามากกว่าจะเป็นการศึกษา Biomarker ของการหายจากโรคหรือจากหลักฐานทางวิทาศาสตร์ที่เหมาะสมอื่นๆ
คำจำกัดความและระบาดวิทยาของโรคลมร้อน
1. โรคลมร้อน หมายถึง การป่วยจากหลายระบบ ซึ่งรวมถึง ระบบประสาท อวัยวะต่างๆเช่น ตับ ได และเนื้อเยื่อ เช่นลำไส้และกล้ามเนื่อ โดยเกิดการทำหน้าที่ผิดปกตอไปหรือเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีอุณภูมิกายที่สูงซึ่งโดยปกติจะมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ในช่วงที่เกิดอาการ โดยความผิดปกตินี้เกิดจากการออกกำลังและกรือการได้รับความร้อนจากภายนอก
2. ในทหารบกสหรัฐพบว่าจำนวนการเข้ารับการรักษาในโนโรงพยาบาลด้วยโรคลมร้อนสูงขึ้นจาก 1.8 ต่อแสนประชากรในปี 1980 เป็น 14.5 ต่อแสนประชากรในปี 2001 เพศ เชื้อชาติ และภูมิลำเนาเดิมของทหารเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคลมร้อน แต่ 50% ของรคลมร้อนจากการฝึกทหารใหม่เกิดในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ
3. ทหารที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคลมร้อนจะมีอัตราการเสียชีวิตใน 30 ปีต่อไป จากโรคทางหัวใจและหลอดเลือด ตับ ไตและระบบทางเดินอาหาร มากกว่าทหารที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคไส้ติ่งอักเสบ
สิ่งที่เรายังไม่ทราบ
1. การเปลี่ยนคำจำกัดความของ โรคลมร้อน มีความพยาธิสภาพของการป่วยจากความร้อน
2. มักมีการจำแนกโรคลมร้อนออกเป็นแบบ Classical และแบบ Exertional ซึ่งในแบบ Classical จะเกิดในประชากรที่บอบบาง อายุมาก ในช่วงของการเกิดคลื่นความร้อนของสภาพอากาศในหน้าร้อนโยเฉพาะประชากรใรเขตเมืองหนาว และในแบบ Exertional นั้นจะเกิดในประชากรมี่สุขภาพแข็งแรงดี ที่ออกกำลังอย่างนัก ในสภาพอากาศทุกรูปแบบ
3. ผู้ป่วยโรคลมร้อนแบบ Exertional ที่ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยแบบ Classical พบว่า จะเกิดการป่วยและเสียชีวิตได้มากกว่า และ มีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเกิด rhabdomyolysis renal failure ภาวะตับถูกทำลาย hyperkalemia hypercalcemia และภวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
4. ความร้อนจากภายนอกและจากการออกำลัง จะทำให้ร่างกายเกิดปัญหาของระบบหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตจะถูกจากการไหลสู่อวัยวะภายใน (visceral) ออกไปบริเวณผิวหนังและอวัยวะสำคัญ (skin and vital organs) มากขึ้น การที่มีการลด perfusion บริเวณลำไส้ จะก่อให้เกิดการขาดเลือด และ endotoxemia ซึ่งจะให้อวัยวะดังกล่าวเกิดภาวะ oxidative-nitrosative stress, hypoperfusion, ischemia, และ hyperthermia ภาะ systematic inflammatory response syndrome (SIRS) อาจถูกกระตุ้นขึ้นมา และนำไปสู่ภาวะล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ ได้ในที่สุด
5. ทฤษฎีล่าสุดทีอธิบายพยาธิสภาพของ โรคลมร้อนแบบ Exertional ได้แก่ทฤษฎี “multiple hit” ซึ่งระบุถึงการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายอย่างรวดเร็ว (ซึ่งอาจเป็นกระบวนการผ่านทาง vagous nurve จากการหลั่ง endotoxin และสารอื่นๆ) เกิดขึ้นจากถูกกระตุ้นของกลไกคุ้มกันระดับโมเลกุลของเนื้อเยื่อที่เสียหน้าที่ไป ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยเคย ได้รับการติดเชื้อไวรัสบางชนิดหรือสารบางอย่างมาก่อน นอกจากนั้น การหลั่ง endotoxin นั้นเชื่อว่าจะไปกระตุ้นการหลั่ง pyrogenic cytokines ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบการควบคุมความร้อนให้อยู่ในระดับปกติของร่ายต่อไป
6. จากหลักฐานทางด้านจุลกายวิภาคของอวัยวะต่างๆ ของผู้ป่วยโรคลมร้อนแบบ Exertional ได้แก่ ตับ ไต ลำไส้ ม้าม และสมอง พบว่ามีการถูกทำลายอย่างรุนแรง ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันเวลา การบาดเจ็บของสมองมักจะเกิดในบริเวณ cerebellum ร่วมกับหลักฐานของความเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อ Purkinje layer นอกจากนั้นความร้อนยังอาจทำไปทำลายระบบ blood brain barrier ทำลายระบบ blood-cerebral spinal fluid barrier เกิดการรั่วของ serum-protein และเพิ่มความรุนแรงของ ภาวะพิษจากยา
การวินิฉัยอย่างทันท่วงที และการรักษา
1. การตรวจพบผู้ป่วยโรคลมร้อนแบบ Exertional อย่างทันท่วงทีและดำเนินการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะทำให้เพิ่มอัตราการรอดชีพ และลดผลกระทบข้างเคียงจากโรคดังกล่าว การไม่ได้รับการตรวจพบ และไม่ทำการรักษาผู้ป่วยโรคลมร้อนแบบ Exertional มักจะส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ จากการพบการเสียชีวิตในช่วงต้นของการฝึกทั้งในทหารและนักกีฬา นำไปสู่การเน้นความสำคัญของการดำเนินการฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปให้เกิดความคุ้นชินกับความร้อนและความคำคัญ ของการให้บริการกางการแพทย์ที่จุดเกิดเหตุ เกื่อป้องกันการเสียชีวิตจากผู้ป่วยโรคลมร้อนแบบ Exertional โรคลมร้อนแบบ Exertional
2. ความเสี่ยงต่อการเกิด โรคลมร้อนแบบ Exertional จะมีมากขึ้นในบุคคลทำการฝึกหากมีการเพิ่มของ wet bulb globe temperature
3. แม้ว่าโดยส่วนใหญ่ โรคลมร้อนแบบ Exertional จะเกิดในสภาพอากาศที่ร้อน แต่ในบางครั้งพบในภาะอากาศที่เย็นได้ เช่นที่ wet bulb globe temperature ต่ำกว่า 10◦C
4. เครื่องป้องกันต่างๆ ที่ทหารหรือนักกีฬาสวมใส่ จะมีส่วนในการลดศักยภาพในการระบายความร้อนจากร่างกายของบุคคลทำการฝึกได้ และจำไปลดระดับอุณหภูมิ wet bulb globe temperature ที่สามารถทนได้ในการฝึกอย่างปลอดภัยลง
5. การวัดอุหภูมิทางทวารหนักเป็นการวัดอุณหภูมิกายเพียงอย่างเดียวที่สามารถวัด core temperature ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตามการที่ไม่มีการวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก ไม่ควรเป็นข้อขัดขวางการดำเนินการลดอุณหภูมิของผู้ที่สงสัยว่าจะเกิด โรคลมร้อนแบบ Exertional
6. การลดความร้อน แบบทั่วทั้งร่างกาย โดยการแช่น้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ร่วมกับการกวนหรือคนน้ำหรือกวนน้ำแข็งที่ใช้แช่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง เป็นวิธีที่ลดอุณหภูมิกายที่เร็วที่สุดในการรักษาทั้ง การป่วยจากความร้อน และ โรคลมร้อนแบบ Exertional การประคบความเย็นและการใช้น้ำแข็งนวดกล้ามเนื้อก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งดีอัตราการลดอุณหภูมิอาจไม่ดีเท่าการแช่น้ำแข็ง
การป้องกัน โรคลมร้อน
1. ปัจจัยเสี่ยงต่อ โรคลมร้อน ได้แก่
                    1.1. อายุมากกว่า 40 ปี
                    1.2. ยา:
                              1.2.1. anticholinergics: Dramamine Dextrometrophan Benadryl
                              1.2.2. antihistamines
                              1.2.3. ACEI
                              1.2.4. Skin diseases (eczema, poison ivy, skin graph, burns)
                    1.3. โรคเฉียบพลันต่างๆ ไข้หวัด ทางเดินหายใจอักเสบ ท้องเสีย เป็นไข้
                    1.4. การขาดน้ำ
                    1.5. การขาดการฝึกเพื่อเพิ่มความคุ้นชินกับความร้อน
                    1.6. มี BMI ที่สูง
                    1.7. สารเสพติด ยาม้า (Methamphetamine)
                    1.8. การบริโภคอัลกอฮอล์อย่างหนัก
2. ความร้อนในร่างกายนั้นสะสมได้
3. การฝึกจะลดความเสี่ยงจากการปรับเครื่องแต่งกาย การลดความเข้มข้นของการฝึก การลดระยะเวลาการฝึก และเพิ่มช่วงการพัก และการลดอุณหภูมิจากสิ่งแวดล้อม
4.การเค่งครัดต่อวงรอบการฝึกการพัก การปฏิบัติตามตารางการฝึกที่ค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นเพื่อให้เกิดความคุ้นชินจากความร้อน และการให้น้ำดื่มที่เพียงพอเกมาะสม จะช่วยเพิ่มการทนความร้อนได้
โรคลมร้อนแบบ Exertional (Exertional heat stroke, EHS)
ปัจจัยเสี่ยง
การปฏิบัติตนแบบมีระเบียบวินัยอย่างเต็มที่ การออกกำลังเพื่อฝึกทางด้านกายภาพ และในการแข่งขันกีฬาที่สำคัญ เป็นแรงผลักดันให้ ทหารหรือนักกีฬา ออกกำลังเกินกว่าขีดจำกัดทางด้านกายภาพ หรือเกินระดับของความคุ้นชินกับความร้อนของตน โดยบุคคลดังกล่าวหากมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ระบบองค์กร หรือในระดับบุคคล ก็จะเป็นเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่การเกิด โรคลมร้อนแบบ Exertional ขึ้นได้
Rav-Acha และคณะ ได้ทำการสังเกตผู้ป่วย EHS 130 ราย ซึ่งมี 6 รายในจำนวนนั้นเสียชีวิต โดยพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ ความพร้อมของร่างกาย (Physical fitness) การอดนอน อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น การได้รับแสงแดดจัด มีการออกกำลังที่ไม่สอดคล้องกับระดับความพร้อมของแต่ละบุคคล การมีระบบการคักแยกผู้ป่วยที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่มีระบบเลย และการไม่สนใจคำแนะนำในเรื่องความปลอดภัยในการฝึกของหน่วยฝึกต่างๆ
จากการทบทวนการเกิด EHS ในทหารที่ออกปฏบัติงานในการรบ จำนวน 10 ราย พบว่า 7 รายมีประวัติการนอนไม่เพียงพอก่อนการเกิดอาการ นอกจากนั้นในการทบทวนวรรณกรรมเรื่องเดียวกันนี้ยังพบว่าการมีประวัตินอนไม่เพียงพอเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการชีวิตของผู้ป่วย EHS โดยการอดนอนอาจจะทำให้เกิดหารเปลี่ยนแปลงของ ระดับ cortisol ในร่างกาย หรือทำให้เกิดการลดลงของ growth hormone ซึ่งมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ดัชนีมวลกาย (BMI) ปริมาณไขมันในร่างกาย เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิด EHS ผู้ที่ ดัชนีมวลกาย ปริมาณไขมันในร่างกาย สูงจะเสี่ยงมากต่อการเกิด EHS และพบว่าเป็นปัจจัยที่มความชัดเจนมากในการศึกษาต่างๆ และเกี่ยวเนื่องกับลักษณะของเสื้อผ้าที่สวมใส่ โดยหากเป็นผู้ที่มี (BMI) ต่ำ เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกายที่ความหนามากจะส่งผลต่อการเพิ่มอุณหภูมิขณะออกกำลัง ในขณะที่ผู้ที่มี BMI สูงการเกิด EHS จะไม่ค่อยสัมพันธ์กับเครื่องแต่งกาย
การขาดน้ำจะส่งผลให้ร่างกายมีอุณหภูมิแกน ที่สูงขึ้น จากการที่ร่างกายมีปริมาณเลือดที่ลดลงและโดยที่กล้ามเนื้อและผิวหนังมีความต้องการปริมาณเลือดที่สูงมากขึ้นขณะออกกำลังกาย การขาดเลือดไหลเวียนไปยังผิวหนังส่งผลให้การระบายความร้อนบริเวณผิวหนังลดลง การที่ขาดสมดุลของการเพิ่มขึ้นและการระบายความร้อนของร่างกายส่งผลให้อุณหภูมิแกนกายสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาในทั้งห้องปฏิบัติการและภาคสนามก็พบการมีอุณหภูมิแกนกายสูงขึ้นจากการขาดน้ำและออกกำลังกายอย่างหนักในสภาวะอากาศร้อน โดยพบว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น 0.2◦C ทุกๆ การขาดน้ำ 1% ของน้ำหนักตัว
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วย EHS
ตามความเป็นจริงในระบบบริการทางการแพทย์ที้งในการฝึกทหารและการกีฬา จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากการเกิด EHS หากผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ทันที และเป็นไปอย่างเต็มที่เต็มรูปแบบ ภายใน 10 นาทีหลังจากผู้ป่วยล้มลง
แต่จากความเป็นจริงผู้ป่วยโรคนี้จำนวนหนึ่งเสียชีวิตลงแม้ในประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม จากการทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ จะทำให้เราทราบช่องว่างของการให้บริการผู้ป่วยที่ควรต้องแก้โดยเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยในโรคที่ป้องกันได้ 100% โรคนี้
ปัญหาที่ส่งผลต่อการสียชีวิตดังกล่าวได้แก่
1. ปัญหาของการวัดอุณหภูมิ และการวินิจฉัยผิดพลาด
การจะให้การวินิจฉัย EHS มักจะต้องการการตรวจพบ 2 ประการหลักในผู้ป่วยด้แก่ 1. ไข้ขึ้นสูงมากกว่า 40◦C ในขณะที่ผู้ป่วยล้มลง และ 2. มีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกตัวเป็นผลจากระบบประสาทส่วนกลาง
จากคำจำกัดความของการวินิจฉัยโรคดังกล่าวเอง ส่งผลอย่างมากต่อการวินิจฉัยให้ถูกต้องและทันเวลา เพราะ อุณหภูมิกายดังกล่าวนั้นที่แท้จริงต้องเกิดจากการวัด rectal temperature ซึ่งการวัดอุณภูมิจากภายนอกตามปกติไม่ว่าสจะเป็นปรอทวัดไข้แบบทางปาก ช่องหู ทางรักแร้ หน้าผาก หรือ thermometer แบบ digital หรือ infrared ก็ไม่มีความแม่นยำเพียงพอและได้รับผลจากสภาพแวดล้อม เหงื่อ ของเหลวต่างๆ หรือเสื้อผ้า ในขณะทำการวัดเป็นอย่างมาก โดยทำให้ค่าที่วัดได้ต่ำกว่า core temperature ที่แท้จริง นอกจะวัดได้ต่ำจากความเป็นจริงแล้วค่าดังที่ได้จากการวัดอุณหภูมิจากร่างกายภายนอกดังกล่ายังทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยจากภาวะโรคจากความร้อนแบบผิดๆ (false sense of security) ดังนั้นการวัดอุณหภมิในผู้ป่วยกลุ่มนี้ในมือของแพทย์และที่โรงพยาบาลต้องวัดจาก rectal temperature เท่านั้น
2. การไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาล่าช้า
โดยทั่วผู้ป่วย EHS ที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญมักจะถูกปล่อยให้นอนอยู่ข้างสนามฝึก ห้องพัก หรือโรงยิม โดยผู้ดูแลไม่คิดว่าผู้ป่วยจะเป็นอะไรมากและจะมีอาการดีขึ้นเองในระยะเวลาอันสั้นหลังจากได้พัก ความผิดพลาดนี้ต้องได้รับการแก้ไขโดยการฝึกอบรมอย่างทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง
3. การลดอุณหภูมิ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
แม้ว่าผู่ป่วยอาจได้รับการวินิฉัยที่ทันท่วงทีหลังจากมีอาการแต่กระนั้นผู้ป่วยหลายรายก็มัจะไม่ได้รับการดูแล เบื้องต้นที่เหมะสมเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อุณหภูมิแกนกายของผู้ป่วยในช่วงแรกไม่ว่าจะสูงเท่าใด (โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40.6◦C - 43◦C) ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการเสียชีวิต แต่ที่สำคัญคือระยะเวลาที่ใช้ในการลดอุณหภูมิ ตั้งแต่ล้มลงจะกระทั่งอุณหภูมิแกนกายลดลงถึงต่ำกว่า 40◦C ว่าจะสามารถทำได้ใน 30 นาทีหรือไม่ จะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่สำคัญ หากทำได้พบว่าจะไม่ทำให้เสียชีวิต

Mean cooling rates from case reports and critically reviewed articles. Mean cooling rates defined as unacceptable are , 0.0786/min 21, acceptable are <0.0786◦C to 0.1546◦C/min 21, and ideal are ≥ 0.1556◦C/min 21. IV indicates intravenous.
a Ice-water immersion, 26◦C (n = 7): 0.356◦C/min 21.22
b Ice-water immersion, 1–36◦C (n = 14): 0.26C ? min 21.18
c Cold-water immersion, 206C (n = 7): 0.196C ? min 21.22
d Cold-water immersion, 86C (n = 7): 0.196C ? min 21.22
e Fine spray (temperature not reported) (n = 2): 0.1756C ? min 21.26
f Cold-water immersion, 14.036C (n = 17): 0.166C ? min 21.21
g Ice-water immersion, 5.156C (n = 17): 0.166C ? min 21.21
h Dousing with water while fanning (n = 52): 0.156C ? min 21.28
i Cold-water immersion (temperature not reported) (n = 39):
0.156C ? min 21.10
j Cold-water immersion, 146C (n = 7): 0.156C ? min 21.22
k Continual dousing with ice-bag massage (n = 5): 0.146C ? min 21.32
l Cold-water immersion, 76C (n = 7): 0.1296C ? min 21.23
m Ice-wet towels (n = 7): 0.116C ? min 21.18
n IV fluids and ice packs at major arteries (n = 1): 0.1076C ? min21.31
o Helicopter downdraft with spraying (n = 2): 0.1026C ? min21.30
p IV fluids and ice-wet towels (n = 1): 0.0976C ? min21.31
q IV fluids (n = 1): 0.0766C ? min21.31
r Fine spray, compressed air, and fanning (n = 6): 0.0766C ? min21.20
s Fine spray with fanning (n = 6): 0.0736C ? min21.20
t Sitting on stool, 21.16C (n = 6): 0.0666C ? min21.20
u Fine spray for 3 minutes with fanning (n = 6): 0.056C ?
min21.20
v Cold IV and dousing with water (n = 1): 0.056C ? min21.9
w Dousing w i th w ater (n = 1): 0.0446C ? min21.9
x Cold-water immersion, 14.46C (n = 6): 0.0446C ? min21.20
y IV fluid with haloperidol (n = 1): 0.0416C ? min21.9
z Fanning and compressed air (n = 6): 0.046C ? min21.20
aa Ice packs at major arteries and dousing with fanning (n = 5):
0.0366C ? min21.19
bb Dousing with water while fanning (n = 5): 0.0356C ? min21.19
cc Ice packs covering body (n = 5): 0.0346C ? min21.19
dd Ice packs at major arteries (n = 5): 0.0286C ? min21.19
ee Lying on stretcher (n = 5): 0.0276C ? min21.19
ff Fanning only (n = 6): 0.026C ? min21.20
gg Repeated gastric lavage (n = 1): 0.0186C ? min21.9
hh IV fluid with paracetamol (n = 1): 0.0156C ? min21.9
ii Ice cubes on chest (n = 1): 0.0086C ? min21.9
jj Cooling blankets (n = 1): 0.00766C ? min21.25
kk Cooling blankets (n = 1): 0.06C ? min21.27

จากความรู้ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมาพิจารณาประเด็นของการลดอุณหภูมิที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ 1. การจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการลดอุณหภูมิที่เข้าถึงได้ด้วยความรวดเร็ว และ 2. วิธีการลดอุณหภมิที่เลือกใช้ โดยวิธีที่ดีที่สุดการนำผู้ป่วยที่ถอดเสื้อผ้าออกแล้วนอนแช่ลงในอ่างน้ำแข็ง และทำการคนน้ำแข็งและน้ำเย็นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นำความร้อนออกจากผิวหนังผู้ป่วยโดยเร็วที่สุด และทำร่วมกับการฝช้ผ้าชุบน้ำเย็นจัดบนศรีษะผู้ป่วยที่อยู่พ้นน้ำ



การลดความร้อนด้วยวิธีดังกล่าวจะใช้เวลาลดที่อุณหภูมิแกนกาย จากระดับ 43.3◦C ไปสู่ต่ำกว่า 40◦C ภายในเวลาน้อยกว่า 20 นาที
ส่วนการพ่น และเช็ดตัว ด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง พร้อมกับเป่าด้วยลมอุ่นหรือเป่าด้วยพัดลม นั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแต่อัตราการลดความร้อนจะน้อยกว่า เป็นข้อสังเกตถึงการพ่นละอองน้ำนั้นพึงรพลึกเสมอว่าต้องควบคู่ไปกับการเป่าด้วยลมอุ่นหรือเป่ด้วยพัดลมเสมอไป ไม่ใช้พ่นละออกน้ำแต่เพียงอย่างเดียวเพราะเราหวังผลจากการระเหยของน้ำให้ดึงความร้อนออกจากผิวหรัว การพ่นด้วยละอองน้ำอย่างเดียวโดยหวังความเย็นจากละอองน้ำนั้น ในสภาพอากาศที่ชื้นมากจะไม่เกิดผลต่อการลดความร้อนของผู้ป่วย แต่จะเป็นการเพิ่มความชท้นสัมพัทธ์ของบรรยากาศทำให้เหงื่อไม่ระเหย
การเฝ้าระวังโรคลมร้อนในการฝึกทหารใหม่ ของทหารกองประจำการของประเทศไทย
ระบบดังกล่าวประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ 1. การคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วออกจากทหารกองประจำการอื่นๆ เพื่อทุเลาการฝึกตั้งแต่ต้น และ 2. การเฝ้าระวังติดตามรายวันทุกวันจนพ้นช่วงการฝึก 10 สัปดาห์ โดยหวังที่จะสามารถค้นพบผู้ป่วยเพพท่อการรักษาที่รวดเร็วและพบผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคจากความ ร้อนเพื่อทุเลาการฝึกหนักที่จะเกิดขึ้นได้ทันเพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
การคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้ดำเนินการโยใช้แบบคัดกรองเพื่อถามถึงประวัติการมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญดังนี้
                    1. ประวัติการบริโภค ยา กลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
                              1.1. anticholinergics: Dramamine Dextrometrophan Benadryl
                              1.2. antihistamines
                              1.3. ACEI
                              1.4. Skin diseases (eczema, poison ivy, skin graph, burns)
                    2. โรคเฉียบพลันต่างๆ ไข้หวัด ทางเดินหายใจอักเสบ ท้องเสีย เป็นไข้
                    3. การขาดน้ำ
                    4. ผู้ที่ทำงานไม่คุ้นชินกับความร้อนมาก่อน
                    5. มี BMI ที่สูงกว่า 28 kg./m2
                    6. สารเสพติด ยาม้า (Methamphetamine)
                    7. การบริโภคอัลกอฮอล์อย่างหนัก
ผู้ที่ความเสี่ยงดังกล่าวควรไดรับการคัดแยกออกจากการฝึกตามปกตอเ พราะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการป่วยจากความร้อน และควรจะมีการติดสัญลักษณ์ให้ชัดเจนเพื่อเป็นที่สังเกตของผู้ร่วมการฝึกคนอื่นๆ และครูฝึกเอการให้การช่วยเหลือที่ทันท่วงที
ในส่วนของการติดตามเฝ้าระวังรายวันนั้นประกอบด้วยการติดตามอุณหภูมิการด้วยวิธีวัดไข้เป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งก่อนนอน ร่วมกับการซักถามอาการการเจ็บป่วยด้วยโรคในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ได้แก่ ผดหรือโรคผื่นร้อน – มีอาการผื่นคันตามร่างกายจากการอักเสบของต่อมเหงื่อ การบวมจากความร้อน – มีการบวมบริเวณเท้า ขา มือ เริ่มใน 1 – 2 วันแรก โรคลมแดด – หน้ามืดเป็นลม หมดสติไป โรคตะคริวแดด – ปวดเกร็งบริเวณน่อง ต้นขา หรือไหล่ โรคเพลียแดด – มีอาการอ่อนเพลีย, วิงเวียน, มึนงง, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดกล้ามเนื้อ แต่ยังรู้สึกตัวตามปกติ การติดตามสีปัสสาวะเพื่อเฝ้าระวัง heat related rhabdomyolysis